ชมัยมรุเชฐ...สะพานสายรุ้ง

posted on 02 Jul 2008 23:15 by born2be-me  in Mood

ชมัยมรุเชฐ ชื่อนี้ผมเห็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อครั้งเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ
ตอนนั้นนั่งรถเมล์สาย ๗๒ มาลงที่วัดเบญจมบพิตร แล้วเดินเลียบคลองเปรมประชากร*มาถึงสะพานนี้
ตรงจุดที่ถนนพระรามที่ ๕* ตัดกับถนนพิษณุโลก* หัวมุมข้างหน้าฝั่งซ้ายก็เป็นวิทยาลัยพณิชยการพระนครที่จะมาสมัครสอบ ด้านขวาก็เป็นทำเนียบรัฐบาล

ตอนเดินข้ามสะพานก็ยังคิดว่าชื่อสะพานแปลกและไพเราะดี แต่ก็ไม่รู้ที่มาที่ไป
พอถึงวันสอบ ข้อสอบข้อแรกที่ถามก็คือ สะพานที่อยู่ตรงแยกนั้นชื่อสะพานอะไร? ก็เลยตอบได้ทันที
...ยังนึกในใจอยู่เลยว่าถึงจะอยากให้นักเรียนเป็นคนช่างสังเกต แต่ถ้าเป็นนักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดแล้วไม่ได้ผ่านเส้นทางนี้ จะรู้ชื่อสะพานนี้ได้อย่างไร
...แต่อย่างว่าล่ะนะ นักเรียนที่มาสอบที่นี่ก็ล้วนต้องมากราบไหว้อนุสาวรีย์เสด็จเตี่ย (กรมหลวงชุมพรฯ) กันทั้งนั้น ซึ่งจะต้องมองเห็นสะพานนี้อย่างแน่นอน...

 

หลังจากสอบเข้าได้เป็นหนึ่งใน "เซียงเงี้ยบฮ้อ" ปวารณาตัวเป็นลูก "เสด็จเตี่ย" แล้ว ก็ต้องเดินผ่านสะพานนี้ทุกวัน

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสะพานนี้มีทั้งครึกครื้นและเคร่งเครียดจนเป็นข่าว เพราะพันธมิตรฯ ยึดย่านนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ และประชาชนและนักเรียนที่อยู่ย่านนี้หรือต้องอาศัยเส้นทางย่านนี้ต้องร้องต่อศาลจนมีคำสั่งออกมาตามที่เป็นข่าว ทำให้อยากรู้จักสะพานนี้มากขึ้น

(ขอบคุณภาพจากบ้านคุณญาใจ)

จนวันก่อนท่านนายกฯ ออกรายการทีวีพูดถึงสะพานนี้ว่า

" เช้านี้มีคำถามก่อนเพื่อนเลย  ขอให้ตอบก่อนพูด เพราะกลัวว่าวันนี้พูดเยอะแล้วจะหมดเวลา ช่วยแปลคำว่า สะพานชมัยมรุเชฐ ให้ฟังหน่อย เพราะลูกถามแปลให้ลูกฟังไม่ได้ รู้คำว่าเดียว คำว่า “เชษฐ์” แปลว่า พี่  แต่ ชมัย กับ มรุ  ไม่รู้แปลว่าอะไร   สะพานอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลครับ  คำว่า “ชมัย” แปลว่า ทั้งสอง ถ้าจะเทียบให้ใช้ภาษาอังกฤษก็ both แปลว่าทั้งสอง “มรุ” แปลว่าที่ล่วงลับไปแล้ว  เจ้านายท่านสร้างสะพานนี้อุทิศให้พระเชษฐาที่ล่วงลับไปแล้วสองพระองค์  ชมัยมรุเชฐ  สะพานนี้มีสร้างคู่กัน  มีอีกสะพานหนึ่งอยู่ถนนราชวิถี ตรงผ่านสวนจิตรลดาที่จะขึ้นทางรถไฟ ชื่อสะพานอุภัยเจษฎ์อุทิศ แปลเหมือนกัน ชื่อคล้องกันด้วย  ชมัยมรุเชฐขึ้นก่อน และอุภัยเจษฏ์อุทิศ แปลเหมือนกันเลยครับ  อุภัย แปลว่า ทั้งสอง  เจษฎ แปลว่า พี่  อุทิศ ก็อุทิศ  อุทิศให้พี่ทั้งสองที่ล่วงลับไปแล้ว ทางเมืองไทยเราก็มีวิธีการอย่างนี้ครับ  บางสะพานก็ใส่หมายเลขตรงท้าย  ในกรุงเทพฯ มีสะพานหมายเลขท้าย ๆ บอก พ.ศ. เช่น สะพานเจริญศรี๔๒ อยู่ที่หน้าศาลคลองหลอด ตรงนั้นเป็นสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๔๒ สะพานเฉลิมโลก๕๕ แปลว่ารัชกาลที่ ๖ เพราะท่านขึ้นครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๕๓ ,๒๔๕๔, ๒๔๕๕ เฉลิมโลก๕๕  แปลว่าสร้างสะพานเฉลิมโลก พ.ศ. ๒๔๕๕ ถัดมาสะพานหัวช้าง ก็เฉลิมหล้า๕๖ ถ้าใครเกิดทันโตเห็นแถว ๆ หน้าวัดสระปทุม ตรงหัวถนนอังรีดูนังค์ แต่ก่อนมีสะพานชื่อสะพานเฉลิมเผ่า๕๗ แปลว่าปีที่สร้าง เดี๋ยวนี้ก็ลบเลือนไปเยอะ  ถามเรื่องสะพานก็ตอบให้กว้างขวางไปนิดหนึ่ง"

เลยไปหาความรู้มาเสริมและบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า

สะพานชมัยมรุเชฐ

เป็นสะพานข้ามคลองเปรมประชากร อยู่บนถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงสร้างเพื่ออุทิศถวายแต่สมเด็จพระเชษฐา ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ หรือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๗ แรม ๑๒ ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก จ.ศ. ๑๒๔๐ ตรงกับวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๙) และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ (๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ - ๑๗ มิถุนายน ๒๔๔๒) พระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) เนื่องในวโรกาสที่ในปีนั้น พระองค์มีพระชนมายุ 17 ปี เสมอด้วยพระเชษฐาทั้งสองพระองค์


แถวๆ นี้ยังมีสะพานข้ามคลองผดุงกรุงเกษมอีกหลายสะพาน จากหนังสือชื่อ จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ของกรมศิลปากร ระบุว่านับแต่สะพานเทเวศรนฤมิตรไปจนถึงสะพานขาว ชื่อสะพานล้วนหมายถึงสะพานที่เทพเจ้าสร้างทั้งสิ้น คือ

  

  

สะพานเทเวศรนฤมิตร (ตรงเทเวศร์) รัชกาลที่ ๕ เสด็จไปเปิดสะพานนี้เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๒
สะพานวิศุกรรมนฤมาน (ตรงคุรุสภา) รัชกาลที่ ๕ เสด็จไปเปิดสะพานนี้เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๔
สะพานมัฆวานรังสรรค์ (ตรงถนนราชดำเนิน) รัชกาลที่ ๕ เสด็จไปเปิดสะพานนี้เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖
สะพานเทวกรรมรังรักษ์ (ตรงตลาดนางเลิ้ง) รัชกาลที่ ๕ เสด็จไปเปิดสะพานนี้เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๓
สะพานจตุรภักตร์รังสฤษดิ์ (ตรงสะพานขาว) ทราบเพียงว่าสร้างประมาณ พ.ศ.๒๔๔๖ เสร็จ พ.ศ.๒๔๔๗

และอีก ๒ สะพานที่มีนามไพเราะสมกับเมืองฟ้าอมร คือ

สะพานผ่านพิภพลีลา
เป็นสะพานข้ามคลองหลอด เชื่อมถนนราชดำเนินในและถนนราชดำเนินกลาง สร้างขึ้นมาแทนสะพานนรรัตน์เก่าที่บางลำภู สะพานนี้มีความลาดเอียงน้อยมากเกือบเสมอกับระดับถนน ราวลูกกรงเป็นเหล็กดัดลวดลายสวยงาม ต่อมามีการรื้อสะพานนี้แล้วสร้างใหม่ แล้วนำลูกกรงสะพานของเดิมไปใช้กับสะพานทางคนเดินสร้างขึ้นตรงหัวสนามหลวงด้านทิศเหนือ
ปัจจุบันสะพานทางคนเดินก็ถูกรื้อลงเพราะว่ามีการสร้างสะพานพระปิ่นเกล้าแล้วก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าส่วนประกอบชิ้นนี้หายไปไหน

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ
เป็นข้ามคลองบางลำภู (คลองรอบกรุง) ใกล้ป้อมมหากาฬ เชื่อมถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินนอก
สะพานนี้อยู่ ณจุดซึ่งเป็นทางแยกของถนนหลายสายจึงได้ถูกแก้ไขดัดแปลงขนาดความกว้างของสะพานมาหลายครั้งจนความงามจากสัดส่วนเดิมได้ลดน้อยลงไปมาก แต่เจ้าหน้าที่ก็เก็บส่วนประกอบเดิมไว้ค่อนข้างมากยังไม่ได้รื้อทิ้ง ไปแต่อย่างใด สะพานนี้มีเสาหินอ่อนและผนังเชิงลาดสะพานที่งดงาม ประณีต เครื่องประดับเสาสะพานทำด้วยสำริดหล่อ รูปแบบน่าสนใจ ลูกกรงเหล็กราวสะพานและลายประดับคานโค้งรับตัวสะพาน

หมายเหตุเพิ่มเติม
* คลองเปรมประชากร (Khlong Prem Prachakon) เป็นคลองขุดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๓ เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา จากคลองผดุงกรุงเกษมบริเวณหน้าวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร ไปทะลุตำบลเกาะใหญ่ แขวงกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นระยะทาง ๑๒๗๑ เส้น ๓ วา เนื่องจากทรงเห็นว่าการเดินเรือขึ้นล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยานั้น เส้นทางอ้อมไปมาทำให้เสียเวลาในการเดินทางมาก การขุดคลองเปรมประชากรโดยตัดให้ตรงขึ้น ได้ประโยชน์สองประการ คือ ช่วยร่นระยะทางระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงรัตนโกสินทร์ให้สั้นลง และขยายพื้นที่การเพาะปลูกเข้าไปในบริเวณที่คลองตัดผ่าน ซึ่งเดิมเป็นป่ารกชัฏเต็มไปด้วยโขลงช้างเถื่อน จนไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่อาศัย

* ถนนพระรามที่ ๕ (Thanon Rama V) เป็นถนนในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่ถนนลูกหลวง แขวงสวนจิตรลดา เลียบคลองเปรมประชากรไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดกับถนนพิษณุโลกที่สี่แยกพาณิชยการ ตัดกับถนนศรีอยุธยาที่สี่แยกวัดเบญจฯ ตัดกับถนนราชวิถีที่สี่แยกราชวิถี ตัดกับถนนสุโขทัยที่สี่แยกสุโขทัย ข้ามคลองสามเสนเข้าสู่พื้นที่แขวงถนนนครไชยศรี ตัดกับถนนนครไชยศรีที่สี่แยกราชวัตร ตัดกับถนนอำนวยสงครามและถนนเศรษฐศิริที่สี่แยกเกษะโกมล และสิ้นสุดเมื่อไปตัดกับถนนทหารที่สี่แยกสะพานแดง (ถนนสายที่ตรงต่อเนื่องไปคือถนนเตชะวณิช) ถนนพระรามที่ ๕ เดิมชื่อ "ถนนลก" เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นถนนในโครงการถนนอำเภอดุสิต โดยได้ทรงริเริ่มขึ้นพร้อมกับการสร้างพระราชวังดุสิตใน พ.ศ.๒๔๔๑ ชื่อ "ถนนลก" เป็นภาษาจีนมาจากชื่อภาพเครื่องลายครามที่มีภาพลก คือ เทพเจ้าจีนใส่หมวกมีใบพัด 2 ข้าง หรือกวางอยู่ด้วย กวางกับหมวกนั้นมีความหมายว่าเกียรติยศนั่นเอง ครั้นเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อถนนลก ตั้งแต่ถนนลูกหลวงถึงถนนเตชะวณิชเป็น "ถนนพระรามที่ ๕" เพราะมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิตและถนนสายนี้ขึ้น

 (ขอบคุณนู๋ลี นั่งรถจากมหาชัยมาถ่ายป้ายให้รูปนึง อิอิ)

* ถนนพิษณุโลก (Thanon Phitsanulok) เป็นถนนสายหนึ่งในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีระยะทางตั้งแต่ถนนสามเสน ใต้ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตัดกับถนนนครราชสีมา ผ่านสวนอัมพวัน (สวนอัมพร) วังปารุสกวัน และสวนมิสกวัน ตัดกับถนนราชดำเนินนอก (แยกสวนมิสกวัน) และถนนพระรามที่ ๕ (แยกพาณิชยการ) เข้าสู่แขวงสวนจิตรลดา จากนั้นตัดกับถนนนครสวรรค์ที่แยกนางเลิ้ง (แยกสนามม้า) และเป็นเส้นแบ่งเขตการปกครองระหว่างแขวงสวนจิตรลดากับแขวงสี่แยกมหานาคไปจนสุดถนนที่ทางรถไฟสายนครราชสีมา (ทางรถไฟสายเหนือก็เรียก) ณ แยกยมราชซึ่งเป็นหัวถนนเพชรบุรี ถนนพิษณุโลกนี้มีนามเดิมว่า "ถนนคอเสื้อ" เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เป็นถนนในโครงการถนนอำเภอดุสิต ซึ่งทรงริเริ่มขึ้นพร้อมกับการสร้างพระราชวังดุสิตใน พ.ศ. ๒๔๔๑ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นถนนพิษณุโลกเนื่องจากผ่านวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นที่ประทับในสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ชื่อถนนคอเสื้อได้มาจากการเขียนลายรูปค้างคาวต่อๆ กันในที่แคบ จึงกลายเป็นลายกระจังหรือที่เรียกว่า "คอเสื้อ" หมายถึง ฮก (ความสุข) ซึ่งเป็นหนึ่งลักษณะมงคลของจีนสามประการ ("ฮก ลก ซิ่ว" - ความสุข ลาภยศ อายุยืนนาน)

 


เพลงสะพานสายรุ้ง

ขอบฟ้า...ทิ้งโค้งไกล ไกล สีสวยสดใส ทาบทา
เจ็ดสี...ร้อยเรียงเคียงไป เส้นโค้ง เส้นใหญ่ ทาบมา

เมื่อยาม....ตะวันรอนรอน แสงแดดซอกซอนเมฆบน
ถูกฝน...ละอองปลิวว่อน โอนอ่อนสวยนวลชวนยล

ม่วงคราม...น้ำเงินชวนมอง เขียวเหลืองเรืองรอง...แสดแดง
ทอดโค้ง...โยงฟากฟ้าทอง อ้อมโอบประคอง...โลกไว้ภายใน

ให้สายรุ้งนั้นคือสะพาน ข้ามลำธารผ่านภูผา
ผ่านเมืองแมนแดนศิวิไล ผ่านป่าดงพงไพนพนา
ข้ามมหา.....สมุทร...ไกล..สุดตา

ทอดต่อโยง ทั่วทุกแดน เชื่อมทุกแคว้นให้ถึงกัน
ก้าวข้ามเดินไปบนสะพาน มือประสานกระชับมั่น
ไม่กีดกัน.....แบ่ง..ผิวพันธุ์

สองวัยชุด ๒ กระแตตื่นเช้า

 

หลงกลิ่นมะกะโรนี

posted on 30 Jun 2008 18:11 by born2be-me  in Travel

เก็บตกอิตาลี
19-21.5.04

คณะชะโงกทัวร์รอนแรมจากดุสเซลดอร์ฟ – แมสทริซ – ไฮเดลเบิร์ก – ฟึสเซ่น – เมาท์สตูไบ – อินน์บรูคแล้วก็มาถึง เวนิส แดนมะกะโรนี

ชาวเอเซียรู้จักเวนิสครั้งแรกเมื่อมาร์โคโปโลเดินทางจากเวนิสไปเมืองจีน (ค.ศ.1275-1292)

เวนิสก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐครั้งแรกเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 7 เมืองนี้เป็นเมืองแห่งคลอง ดังนั้นศิลปะของที่นี่จึงโดดเด่นกว่าที่อื่นๆ ของอิตาลี เพราะเป็นศิลปะที่มาจากน้ำ ชาวเวนิสมักจะตกแต่งอาคารบ้านเรือนเฉพาะส่วนที่หันหน้าเข้าคลองเท่านั้นส่วนด้านที่หันเข้าหาถนนจะตกแต่งเพียงเล็กน้อย ก็เหมือนเมืองไทยสมัยก่อน ที่บ้านเรือนและวัดจะอยู่ริมน้ำและตกแต่งด้านหน้า

จากฝั่งแผ่นดินจะไปเวนิส เรามาลงเรือกันที่ท่าเรือตรอนเชโต้ จากนั้นลงเรือเดินทางสู่เกาะเวนิส เมืองท่องเที่ยวที่ได้รับการกล่าวขานว่าโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก “เมืองที่ใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนน” มีเกาะเล็กใหญ่กว่า 118 เกาะ และมีสะพานเชื่อมมากกว่า 400 แห่ง เกาะซานมาร์โค เป็นศูนย์กลางของเวนิส

สถานที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว ตามที่พวกบริษัททัวร์แนะนำ เช่น สะพานถอนหายใจ ที่เชื่อมต่อระหว่าง “Doge Palace” ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครเวนิสในอดีต อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการปกครองแคว้นในยุคสมัยนั้นอีกด้วย ยังมีจัตุรัสเซนต์มาร์ค ที่มีโบสถ์เซนต์มาร์คเป็นฉากหลัง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ ชมการเป่าเครื่องแก้วมูราโน่ ต้นตำรับของการเป่าแก้วของชาวมูราโน่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยเครื่องแก้วแต่ละชิ้นมีรูปแบบ และคุณภาพเป็นที่ยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก หรือจะล่องเรือกอนโดล่า เพื่อชมมนต์เสน่ห์แห่งเวนิสในคลองใหญ่ Grand Canal คลองที่กว้างที่สุดของเกาะ ชมงานก่อสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะด้านสถาปัตยกรรมที่ สะพานเรียลอัลโต้ (ศิลปินเอกไมเคิลแองเจโล)

ที่โบสถ์เซนต์มาร์ค (รวมทั้งที่อื่นๆ ในอิตาลี) จะพบกับภาพภาพจิตรกรรมฝาผนังชนิดปูนเปียก (เฟรสโก)แบบนี้ เห็นแล้วนึกถึงกาลิเลโอ คีนี ที่มีการจัดนิทรรศการที่เซ็นทรัลชิดลม (6 มิ.ย.-6 ก.ค. 2551)

ภาพบนขวา : จัตุรัสแคมโป Campo Dei Miracoli ซึ่งชาวเมืองปิซ่ากล่าวอ้างอย่างภูมิใจว่า ที่นี่คือสแควร์ที่สวยที่สุดในโลก ที่สแควร์แห่งนี้จะประกอบไปด้วยโบสถ์ ภาษาอิตาเลี่ยนใช้คำว่า ดูโอโม่ (Duomo) สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังในปี คศ 1064

ภาพบนซ้าย : หอเอนเมืองปิซ่า ซึ่งจริงๆ ก็คือหอระฆัง Bell tower ของโบสถ์นั่นแหละ สถาปนิกที่สร้างก็คือ Bonanno Pisano หอนี้สร้างด้วยหินอ่อนสูง 181 ฟุต เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1174 เสร็จปี ค.ศ. 1350 ใช้เวลาในการสร้างนานถึง 176 ปี ตอนสร้างหอระฆังนี้ก็ตั้งตรงนะครับ แต่หลังจากนั้นหอก็เริ่มเอียงมากขึ้นๆ โดยวัดค่าความเอียงได้ปีละ 1 ม.ม. จนปัจจุบันเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานประมาณ 14 ฟุตแล้ว สันนิษฐานว่าหอเอียงเพราะว่าพื้นที่สร้างนั้นทรุดตัว มีการใช้วิธีการมากมายที่จะหยุดการเอียงขอหอนี้ไว้ โดยวิธีล่าสุดใช้สายสลิงดึงเอาไว้ และดูเหมือนว่าจะได้ผล ตอนนี้ใครไปที่ปิซ่าจะไม่พบสายสลิงเกะกะสายตาแล้ว เรายังสามารถเดินบันไดขึ้นหอเอนได้ด้วย มีบันไดทั้งสิ้น 294 ขั้น แต่ถ้าจะเข้าต้องเสียเงินนะ ในคณะทัวร์ไม่มีใครสนใจขึ้นไปเลย ทุกคนแห่ไปร้านแผงลอยขายของที่ระลึกแถวๆ นั้นกันหมด อิอิ

นอกจากเป็นที่น่าสนใจเพราะความเอียงแล้ว เมื่อหลายร้อยปีก่อนกาลิเลโอยังเคยขึ้นไปทดสอบทฤษฏีแรงดึงดูดของโลกด้วยการทิ้งวัตถุต่างขนาดแต่น้ำหนักเท่ากันที่หอเอนนี้ด้วย ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

นครวาติกันเป็นรัฐอิสระที่ปกครองตนเอง เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาที่นี่เพราะกิตติศัพท์ความงดงามตระการตาของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งตกแต่งอย่างโอ่อ่าหรูหรา ภายในมีรูปปั้นแกะสลัก“พิเอต้า Pieta” ผลงานของมเคิลแองเจโล และงานจิตรกรรม ปฏิมากรรมโดยศิลปินชื่อดังของอิตาลีอีกมากมาย

สนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) โบราณสถานเก่าแก่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เคยเป็นสนามกีฬายักษ์ที่สามารถจุคนได้กว่า 50,000 คน และประตูชัยคอนสแตนติน (The Arch of Constantine) สัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่พระเจ้าสแตนตินที่ 1 สร้างเป็นอนุสรณ์ที่มีชัยเหนือแม็กเซนติอุสและเป็นที่มาของประโยคที่ว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” ซึ่งเป็นต้นแบบของประตูชัยที่นโปเลียนนำไปสร้างที่ฝรั่งเศส  บริเวณใกล้เคียงจะมีร่องรอยของศูนย์กลางแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ โรมัน ฟอรั่ม, จัตุรัสเวเนเซีย, ระเบียงปาลาสโซ สถานที่ใช้กล่าวสุนทรพจน์ของมุสโสลินีในโอกาสต่างๆ อนุสาวรีย์พระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอ็ลที่ 2 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระบิดาของชาวอิตาลี

น้ำพุเทรวี่ Trevi Fountain (Fontana di Trevi) สร้างในรูปแบบของศิลปะแบบบาโร้ค ผู้ออกแบบก็คือ Nicola Salvi ในปี คศ 1735 ตั้งอยู่หน้า Palazzo Poli

ภาพยนตร์เรื่อง Three coins in the fountain และเสียงนุ่มดุจแพรของ แฟรงค์ ซินาตร้า (คนละคนกับมิสเตอร์ซินาตร้าของไทยนะ) ในเพลงชื่อเดียวกันนี้ทำให้น้ำพุเทรวีอีกทั้ง อนิต้า เอ็กเบิร์ก สวมชุดสวยลงลุยน้ำพุในภาพยนตร์เรื่อง La dolce vita ทำให้น้ำพุเทรวีกลายเป็นตำนานที่นักท่องเที่ยวจำต้องมาให้ถึง และร่ำลือกันว่าหากใครได้ดื่มน้ำที่นี่ หรือโยนเหรียญข้ามไหล่ไปจะได้กลับมาที่กรุงโรมอีกครั้ง หากโยนครั้งที่สองจะคิดอะไรก็ได้สมปราถนา และสงสัยจะมีคนถามกันมากว่าแล้วถ้าโยนสามหรือสี่ครั้งล่ะ ทำให้เมื่อมีคนถาม(อีกแล้ว) ไกด์ก็ตอบทันทีว่าคนโยนจะได้แต่งงานใหม่ เล่นเอาที่มากันเป็นคู่ต้องมองตากันเขม็ง อิอิ

ส่วนบันไดสเปน Spanish Steps เป็นบันไดที่เชื่อมระหว่าง Piazza di Spagna และ Piazza Trinit dei Monti เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป มีขั้นบันไดทั้งหมด 138 ขั้น ได้ชื่อว่าบันไดสเปนเพราะมีสถานฑูตสเปนก็ใกล้ๆ ไม่รู้ว่าจะพามาดูทำไม ธรรมดามากๆ แล้วก็คนยั้วเยี้ยมาเดินมานั่งกันเต็มไปหมด ในรูปนั้นจะเห็นไอ้หมวกแดงกับไอ้เสื้อขาวแถบแขนแดง ไอ้สองตัวนี้ดูหน้าแล้วไม่ใช่อิตาเลี่ยน มันเดินประกบเพื่อนในคณะทัวร์เราแล้วกำลังจะล้วงกระเป๋าเพื่อน ดีแต่ว่าเราเห็นก่อนแล้วส่งเสียง “เฮ้ ยู” เท่านั้นแหละมันหายวับไปกับฝูงคนเลย ถ้าใครจะมาทัวร์กรุงโรม ตัดโปรแกรมตรงนี้ไปก็ไม่ต้องเสียดายนะ ไปเดินช็อปปิ้งแถวนั้นน่าจะดีกว่า

ในกรุงโรม ถนนค่อนข้างแคบ มีตรอกซอกซอยเต็มไปหมด พื้นถนนหลายแห่งก็เป็นอิฐตัวหนอน จึงเห็นรถซิตี้คาร์ (รู้สึกเขาจะเรียกว่า Eco Car) มากกว่ารถคันใหญ่ๆ แม้กระทั่งรถเมล์เขาก็คันกระจิ๊ดริด..น่ารัก (เหมือนสาวๆ อิตาเลียนเลย อิอิ)


คนโททัวร์ (แหะ แหะ) ชวนเชิญท่านตามคนโทไปกับทริปนี้ครับ

Heidelberg & Maastricht

Before walking through The Romantic Road, I’ve lost my heart in Heidelberg. http://www.oknation.net/blog/konto/2008/06/13/entry-1

Fussen

จูบสุดท้าย บนเส้นทางสายโรแมนติก http://www.oknation.net/blog/konto/2008/06/19/entry-3

Innsbruck

ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา http://www.oknation.net/blog/konto/2008/06/22/entry-1

Stubaier Gletscher

ขุนเขายะเยือก http://www.oknation.net/blog/konto/2008/06/24/entry-1

venice

สะพานถอนหายใจ กับ สะพานร้องไห้  http://www.oknation.net/blog/konto/2008/05/31/entry-1

venice

ความผิดพลาดครั้งสำคัญที่เบื้องหน้าพระแม่ http://www.oknation.net/blog/konto2/2008/06/03/entry-1

Colosseum

Vini Vidi Vici ข้ามา ข้าเห็น ข้าชนะ http://www.oknation.net/blog/konto/2008/06/04/entry-1


ปิดท้ายคลายเครียด ด้วยการแก้ปัญหาการทรุดเอนของหอเอนปิซ่า

imeem.com/m/sgT3w07fhf"

Three Coins in the Fountain - Doris Day

 ใครถอนหายใจ
 ทำไมต้องถอนหายใจ

 ทำไมสะพานต้องร้องไห้
 หรือใครไปร้องไห้บนสะพาน

 เมื่อครั้งได้ไปเวนิส อิตาลี จุดหนึ่งที่ได้ "ชมอย่างรวดเร็ว" คือสะพานถอนหายใจแห่งนี้
 ที่นี่เรียกว่า Bridge of sighs แต่แว่วเสียงไกด์บอกว่า "สะพานร้องไห้"

 เหตุที่ต้อง "ชมอย่างรวดเร็ว" เพราะว่า จุดที่จะมองเห็นสะพานนี้คือบนสะพานที่จะเดินทางไปท่าเรือเวนิส  แน่นอนว่าเราไม่สามารถไปยืนปักหลักเต๊ะท่าได้เนิ่นนาน ก็เพราะจำนวนคนมหาศาลที่ใช้เส้นทางนี้จะเบียดคุณจนแทบจะไหลไปกับเขา

 บางทีสะพานนี้ก็เรียกว่า สะพานถอนหายใจเฮือก จริงๆ คือ “สะพานแห่งความอาดูรและหวนหา” (PONTE DEL SOSPIRI) หรือภาษาอังกฤษเขียนว่า (BRIDGE OF SIGHS)

เวนิสที่คลองมากกว่า 100 คลอง จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เวนิสมีสะพานกว่า 400 สะพาน สะพานนี้เดิมชื่อ Antonio Contino's bridge สร้างในราวปี ค.ศ.1600 สร้างข้าม Rio di Palazzo  เชื่อมระหว่าง Doge's prisons (ด้านขวา - เดิมเป็นศาสนสถาน) กับ inquisitor's rooms ของพระราชวัง (ด้านซ้าย)

ในศตวรรษที่ 17 ศาสนสถานถูกเปลี่ยนเป็นคุก สะพานนี้ถูกเรียกว่า สะพานถอนหายใจ เพราะว่าเป็นสะพานที่นักโทษทุกคนจะเห็นความงามของ S.Giorgio และน่านน้ำเวนิสเบื้องหน้า ผ่านหน้าต่างของสะพานแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นสุดอิสระภาพ...ทุกคนจึง..ถอนหายใจ

สะพานแห่งนี้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 19 เมื่อ Lord Byron เขียนไว้ในบทกวีที่มีชื่อเสียงของเขา "Childe Harold's Pilgrimage" ว่า "I stood in Venice on the Bridge of Sighs, a palace and prison on each hand".

ถ่ายให้เห็นภายในของเรือชัดๆ - ก็เหมือนเรือแจวข้ามฟากบ้านเรา แต่โมดิฟายด์ให้ดีหน่อย

ท่าเรือกอนโดล่า ตอนนั้นค่านั่งเรือประมาณ 1,200 บาท ต่อครึ่งชั่วโมง (จำไม่แม่นเสียแล้ว) แต่ไม่ได้นั่งหรอก เพราะไม่มีเวลาพอ ใช้เวลาไปเดินชมร้านค้าและสถาปัตยกรรมอื่นๆ แทน

เปรียบเทียบน้ำในคลอง กับน้ำนอกคลอง (รูปบนกับรูปล่าง)

สะพานนี้มีชื่อเสียงและเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมสะพานโค้งที่สร้างเชื่อมระหว่างอาคารจะถูกเรียกว่า Bridge of Sighs ซึ่งยังมีอีกหลายสะพาน เช่น Bridge of Sighs-Oxford. Bridge of Sighs-Cambridge

Bridge of Sighs-Oxford

Bridge of Sighs-Cambridge

 ทำไมสะพานต้องร้องไห้
 หรือใครไปร้องไห้บนสะพาน

"สะพานร้องไห้" คนไทยหลายคน รวมทั้งคนโทใส่น้ำ คงเพิ่งได้ยินก็ตอนนี้กระมัง

 "สะพานร้องไห้" มีชื่อเป็นทางการว่า "สะพานมหาดไทยอุทิศ" เป็นสะพานที่อยู่บนถนนบริพัตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ข้ามคลองมหานาคตรงบริเวณที่พบกันระหว่างคลองมหานาคกับคลองรอบกรุงหรือคลองโอ่งอ่าง-บางลำพู มาเชื่อมกับถนนดำรงรักษ์และถนนหลานหลวง รวมทั้งถนนราชดำเนิน

การก่อสร้างสะพานมหาดไทยอุทิศเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อให้การสัญจรไปมาสะดวกขึ้นเนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่รวมของถนนหลายสาย แต่เสด็จสวรรคตเสียก่อน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยร่วมกับข้าราชการของกระทรวงทั่วประเทศร่วมกันบริจาคค่าก่อสร้าง ซึ่งรวมเงินได้ 41,241 บาท 61 สตางค์ มอบให้กรมสุขาภิบาลเป็นผู้สร้าง สิ้นค่าก่อสร้างไปทั้งสิ้น 57,053 บาท 29 สตางค์ ส่วนที่เกินทรงโปรดเกล้าให้กรมสุขาภิบาลออกเงินสมทบ โดยเปิดใช้เป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามสะพานมหาดไทยอุทิศและโปรดเกล้าให้กรมสุขาภิบาลทำหุ่นจำลองตัวสะพานไปตั้งถวายในงานพระราชทานเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย

สะพานมหาดไทยอุทิศ มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบยุโรปและก่อสร้างตามวิธีสมัยใหม่ กลางราวสะพานด้านขวามีภาพประติมากรรมนูนต่ำเป็นรูปสตรีอุ้มเด็ก ในมือมีช่อดอกซ่อนกลิ่น ด้านซ้ายเป็นรูปผู้ชายยืนจับไหล่ของเด็ก 

 เหล่าประติมากรรมดังกล่าวเป็นภาพที่แสดงออกถึงความโศรกเศร้าอาลัยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลสะพานร้องไห้ จากไทยวิกิพิเดีย ส่วนภาพสะพานร้องไห้ เป็นลิขสิทธิ์ของ Thaagoon@hotmail.com