นางมารสะท้านนรก ตอน โฉมมารกับหลวงจีน Hi5
posted on 16 Mar 2008 09:56 by born2be-me in Fictions
หน้ากากที่สามารถเปลี่ยนแปรไปกับสิ่งแวดล้อม
และอารมณ์ที่เกิดขึ้น
ที่แฝงอยู่ในใจของคนผู้นั้นออกจากสีหน้า?
ใบหน้าของมนุษย์ได้?
หน้ากากที่สวมอยู่มักยิ่งไม่มีผู้คนสามารถมองทะลุเข้าไปได้
สารทเต้งเอี๊ยง (ขึ้นเก้าค่ำเดือนเก้า)เพิ่งผ่านพ้น
หิมะหยุดตกแล้ว ความหนาวยะเยือกยังคงอยู่ครอบฟ้าคลุมดิน
อารามบ้อเก๊กกวน (ไร้สิ้นสุด) ยังมีหิมะปกคลุม
แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างวิหารยิ่งมีอาจลดความเย็นเยียบในใจของหลวงจีนหนุ่มที่นอนอยู่บนแคร่หน้าพระประธาน
เบื้องหน้าพระประธานยังมีแถวของหลวงจีนอาวุโสอยู่เก้ารูป
ท่านเจ้าอาวาสบู่ฮิ่ว ซึ่งมีรูปร่างสูงเพรียวสมกับฉายาเขาทะมึนเสียดฟ้า ยืนอยู่ตรงกลาง ขนาบซ้ายขวาด้วยแปดองครักษ์พิทักษ์ฟ้าดิน โป่ยจ้ำเทียนตี่
เบื้องหน้าของท่านคือร่างของหลวงจีนหนุ่มที่เคยมีหน้าตาคมคายรูปร่างสมส่วน หลวงจีนอั๊งเจ่กซิม (แดงใจเดียว) ผู้มีฉายาโง้วฮ่อเซียนซือ (หลวงจีน Hi5) จัดเป็นหลวงจีนที่มีฝีมือสูงสุดในบรรดาหลวงจีนรุ่นเดียวกัน ฉายาโง้วฮ่อได้มาเพราะเป็นเลิศทั้งฟังดี คิดดี ถามดี เขียนดี และหน้าตาดี แต่บัดนี้ผิวของอั๊งเจ่กซิมขาวซีด ทั้งร่างดูไร้พลัง แววตาไร้ประกาย
ท่านเจ้าอาวาสบู่ฮิ่วทาบสองมือกับหน้าอกของหลวงจีนอั๊งเจ่กซิม ถ่ายทอดพลังลมปราณเข้าสู่ร่างอึดใจหนึ่งแล้วชักมือกลับ พลางกล่าวว่า
“เจ่กซิม เจ้าบอกกล่าวมาให้ละเอียด ว่าเรื่องราวเป็นมาเช่นไร จึงเสียทีให้ผู้อื่นมาทำร้ายเจ้าได้ แถมยังหยิบฉวยคัมภีร์สำคัญไปด้วย”
อั๊งเจ่กซิม กล่าวด้วยน้ำเสียงของผู้สำนึกผิด
“เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์จะขอเล่าอย่างละเอียด เมื่อครึ่งเดือนก่อนที่ท่านอาจารย์สั่งให้ศิษย์เดินทางเข้าไปที่แนเชี้ยงซัวจึง เพื่อนำสมุนไพรไปให้แก่บ๊กเกี้ยฮ้วงจิบ ขณะเดินทางกลับอารามศิษย์ได้ช่วยเหลือสตรีนางหนึ่งที่ถูกโคบ้าไล่ขวิด ก่อนจากกันนางได้มอบนกพิราบปวยเชยลี่ (บินพันลี้) ให้ศิษย์ นางบอกว่าเมื่อศิษย์เดินทางกลับถึงอารามให้ศิษย์เขียนหนังสือติดเท้าเจ้าบินพันลี้ นางจะมีของจะมอบให้เป็นการขอบคุณ ศิษย์ก็ทำตามนั้นเพียงเพื่อจะปล่อยนกคืนเจ้าของ หาได้ต้องการของใดตอบแทนไม่”
“นางได้ส่งเจ้าบินพันลี้กลับมาหาโดยมีม้วนผ้าเป็นเรื่องราวโย่วผูถวน (เสื่ออาสนะแห่งเลือดเนื้อ-เป็นโลกีย์นิยายอื้อฉาวของจีน) มาด้วย
บู่ฮิ่วไต้ซือถามเสียงเรียบๆ “เจ้าก็ดูโย่วผูถวนด้วยหรือ”
อั๊งเจ่กซิมหน้าแดงขึ้นเรื่อๆ พลางตอบ “ศิษย์ผิดไปแล้ว หลังจากนั้นศิษย์กับนางก็ติดต่อกันทุกวันด้วยเจ้าบินพันลี้”
“จนกระทั่งเมื่อวานนี้นางขึ้นเขามาที่อาราม ศิษย์ไม่ทราบว่านางเข้ามาในที่พักของศิษย์ได้อย่างไร นางบอกว่าจะต้องเดินทางไปชายแดนอาจจะไม่ได้เจอกับศิษย์อีกจึงขอมาบอกอำลาด้วยตัวเอง”
“ในระหว่างอยู่ที่ห้องพัก นางก็ชี้ชวนให้ศิษย์ดูสมุดภาพใต้หมอนที่นางนำติดตัวมาด้วย ศิษย์ปล่อยจิตไปกับราคะและได้ร่วมหลับนอนกับนาง แม้ท่วงท่าหยิบไฟข้ามกำแพงจุดเทียนไขกลับหัวก็ยังกระทำ”
“เพ้ย มิต้องเล่าละเอียดขนาดนั้น” บู่ฮิ่วไต้ซื้อตวาดเสียงลั่นวิหาร
“ยกโทษให้ศิษย์ด้วย ขณะที่จะเสร็จสมนั้นศิษย์รู้สึกว่ากำลังภายในของศิษย์ถ่ายเทไปที่นางอย่างที่ไม่สามารถรั้งดึงพลังไว้ได้ จากนั้นศิษย์ก็สิ้นสติไป”
“เจ้ารู้ชื่อของนางหรือไม่” บู่ฮิ่วไต้ซือถาม
“นางเรียกตัวเองว่าเหยาเหยา แต่ศิษย์มิได้ถามชื่อแซ่ของนาง”
“เจ้าบอกลักษณะโดยละเอียดของนางออกมาดู”
“นางนั้นงามเหมือนไซซี ขาว สูง ใบหน้านางผุดผ่อง อ้อ นางยังมีไฝแดงอยู่กลางหน้าผากด้วย”
หลวงจีนทั้ง 9 รูปมองหน้ากัน สีหน้าแววตาล้วนวิตก
หลวงจีนที่อยู่ทางซ้ายมือกล่าวกับบู่ฮิ่วไต้ซือ
“นี่จะเป็นไปได้อย่างไร นางมารร้ายนี้หายไปจากยุทธจักรเกือบยี่สิบปีแล้ว”
อั๊งเจ่กซิมมองท่านเจ้าอาวาสแล้วถาม “ท่านอาจารย์ ศิษย์ดูแล้วนางไม่น่าจะมีอายุถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำไป”
บู่ฮิ่วไต้ซือส่ายหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล “เจ่กซิม ถ้าอาจารย์เดาไม่ผิด เจ้าได้เสียทีให้กับนางมารร้ายที่สุดของยุทธจักรเมื่อสามสิบปีที่แล้ว หลังจากนางอาละวาดก่อเหตุเภทภัยแก่ยุทธจักรเกือบสิบปี ยอดฝีมือในยุทธจักรก็ร่วมมือกันจะกำจัดนาง แต่สุดท้ายนางก็หนีไปได้ทั้งๆ ที่บาดเจ็บปางตาย”
“ฝีมือชั่วร้ายที่นางดูดพลังฝืมือของเจ้าไป เรียกว่า เทียนม้อซิ่งกง (ลมปราณมารฟ้า) เป็นอวิชชาตอนต่อบุปผา เพื่อให้นางรักษารูปร่างไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วยังเพิ่มพูนพลังฝีมือของนางด้วย นับแต่นี้เจ้าไม่สามารถฟื้นฟูพลังฝีมือได้อีกแล้ว...เจ้าพลาดท่าเสียทีครั้งนี้ นี่เรียกว่าวีรบุรุษยากผ่านด่านหญิงงาม..เฮ่อ”
“เสียเจ้าไปคนหนึ่งยังไม่นับเป็นอย่างไรได้ แต่บัดนี้ยุทธจักรจะประสบเภทภัยร้ายแรงเสียแล้ว ลมปราณมารฟ้าของนางเป็นแค่วิชาหนึ่งที่นางฝึกสำเร็จเท่านั้น ที่น่ากลัวกว่านั้นยังมีอีก”
“เรียนถามท่านอาจารย์ นางยังมีวิชาฝืมือน่ากลัวกว่านี้อีกหรือ แล้วนางเรียกว่าอะไร”
“นางตั้งฉายาตัวเองว่าซี่บ้อฮูหยิน (ฮูหยินสี่ไม่มี) คือ ไม่มีรัก ไม่มีปราณี ไม่มีน้ำตา ไม่มีใจ แต่ชาวบู๊ลิ้มกลับเรียกนางว่าบ้อซี้กุ้ย (นางมารไม่มียางอาย) เมื่อยี่สิบปีที่แล้วก็ไม่มีใครต่อกรกับนางได้ ถึงวันนี้ไม่รู้ว่านางมีพลังฝีมือเพิ่มขึ้นเพียงไหน
“นี่ยังไม่นับคัมภีร์ที่นางหยิบฉวยไป...แสดงว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา นางสืบเสาะตลอดเวลาจนรู้ว่าคัมภีร์ที่ยอดฝีมือยุทธจักรซุกซ่อนไว้ที่แท้อยู่ที่อารามของเราและเจ้าเป็นผู้เฝ้าหอคัมภีร์ จึงทำอุบายตั้งแต่ตอนที่เจ้าไปแนเชี้ยงซัวจึง”
“อาจารย์ ก่อนที่ศิษย์จะต้องไปกักตัวพินิจกรรมในถ้ำตามกฎของอาราม ศิษย์ขอทราบนามของนางด้วย”
“นางมารสะท้านนรกนี้เรียกว่า ม่อเหยาซิง”
(ยังมีต่อ)
(ภาพและเพลงจากอินเตอร์เน็ต)

#1 By 2spot studio on 2008-03-16 13:46