Vini Vidi Vici ข้ามา ข้าเห็น ข้าชนะ
posted on 30 Jun 2008 17:59 by born2be-me in TravelGladiator นักรบผู้กล้า ผ่าแผ่นดินทรราช
20.5.2004
ไปเที่ยวโคลอสเซียม บนรถที่คณะทัวร์นั่งมาจากปิซา ไกด์จากเมืองไทยอุตส่าห์หอบซีดีเรื่อง Gladiator มีซับไตเติลไทย มาเปิดในรถให้ดู เป็นการอุ่นเครื่อง
เมื่อมาถึงโคลอสเซียม ใจก็นึกถึงฉากที่แม็กซิมัสสู้กับซีซาร์คอมโมดัส
Colosseum เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง
สนามกีฬาแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นระหว่าง คศ 72 ถึง คศ 80 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 8 ปี โดยแล้วเสร็จในสมัยของ Titus บุตรชายของจักรพรรดิ์ Vespasian ในการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งนี้ ใช้แรงงานนักโทษชาวยิวจำนวนราว 12,000 คน อาคารถูกสร้างให้มีลักษณะกลม มีความยาวโดยรอบ 527 เมตร สูง 57 เมตร มีจำนวน 4 ชั้น และมีชั้นใต้ดินอีกจำนวนหลายร้อยห้องสำหรับขังนักโทษและสัตว์ร้าย ส่วนอัฒจรรย์ที่นั่งสามารถบรรจุผู้ชมได้มากกว่าห้าหมื่นคน
นี่คือฝีมือมนุษย์เมื่อเกือบ 2000 ปีที่แล้ว ยิ่งใหญ่มากจริงๆ
มนุษย์นั้นเล็กกระจ้อยร่อยนัก แต่มนุษย์มิใช่หรือที่สร้างสิ่งยิ่งใหญ่นี้ และทำลายมันเสียเอง
ภายในนั้นซับซ้อนและกว้างใหญ่ กล้องคอมแพ็คเลนส์ไวด์ยังเก็บภาพได้ไม่หมด
ส่วนทางเดินสีขาวตรงกลางนั้นสร้างขึ้นมาใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว เสียทัศนียภาพชะมัดเลย
นี่คือห้องที่ขังทาส นักโทษ นักต่อสู้ ที่จะต้องมาห้ำหั่นกับสัตว์หรือแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกันเอง
- Colosseum ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกรุงโรมแต่เพียงอย่างเดียว หากยังเป็นสถานที่ที่ฝูงชนมาชมการต่อสู้กันอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าระหว่างนักสู้กับสัตว์ดุร้าย (สิงโต) หรือระหว่างนักสู้กันเอง การต่อสู้แบบนี้ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น
- Colosseum ที่เห็นในปัจจุบันนั้น ขาดความสมบูรณ์เหลือเพียงซากปรักหักพังเนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 8 พระสันตปาปา พอลล์ ที่ 3 ได้อนุญาตให้หลานชายของพระองค์ ทำการสกัดหินจากสนามต่อสู้แห่งนี้ เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างวังที่พักของตนเองและยังได้อนุญาตให้ Cardinal (พระที่มีตำแหน่งที่รองจากสันตปาปา) สามารถขนวัสดุ หรือแม้แต่หินก้อนต่างๆ ออกไปใช้มากเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด เพียงแต่กำหนดให้ต้องขนย้ายเสร็จภายใน 12 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น Colosseum จึงเหลือเพียงเท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ไง
..ทุกข์อยู่ที่ผู้นำ ก็ฆ่าทุกข์ซะ...
คอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก โดยคุณนิติภูมิ นวรัตน์ (ไทยรัฐฉบับวันที่ 4 มิ.ย.51) บอกว่ามีผู้เขียนอีเมล์มาแนะนำให้คุณนิติภูมิเขียนถึงการ "ฆ่าผู้นำ" ที่เคยมีในโลกนี้ ผู้ส่งอีเมล์มาบอกว่าถ้าจะให้บ้านเมืองสงบ จบและเดินหน้า จะต้องฆ่าตัวชนวนสักคนสองคน....สงสัยมีคนอ่านเรื่องนี้เห็นด้วยหลายคนแน่ อิอิ...ทุกข์อยู่ที่ผู้นำ ก็ฆ่าทุกข์ซะ...
คุณนิติภูมิบอกว่า การสังหารไกอุส จูเลียส ซีซาร์ เป็นอมตะอันดับหนึ่งของการสังหารผู้นำของโลก..(แต่ใจของคนโทใส่น้ำคิดไปถึงมหาตมะ คานธี...ซึ่งอาจจะต้องแยกแยะอีกว่าผู้นำที่ถูกสังหาร เป็นผู้นำที่ประชาชนรัก หรือผู้นำที่ประชาชนเกลียด)...
จูเลียส ซีซาร์ เป็นนักการทหาร นักการเมืองที่ไต่เต้าจากคนธรรมดาสามัญเป็นจอมทัพที่พิชิตอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล หลังสงครามยาวนาน เขากลับมาที่กรุงโรมและประกาศชัยชนะต่อหน้าสภาเซเนทว่า Vini, Vidi, Vici ข้ามา ข้าเห็น ข้าชนะ
เมื่อมีดาวรุ่งก็ย่อมมีดาวร่วง ซีซาร์เป็นดาวรุ่ง สภาซีเนทก็ย่อมเป็นดาวร่วง อำนาจบารมีเหือดหาย ทุกคนต่างฝันว่าน่าจะมีใครซักคนฆ่าซีซาร์ซะ แต่ไม่มีใครกล้าลงมือ สุดท้ายเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดจอมริษยาของซีซาร์เองคือ มาร์คุส บรูตุส และ คัสซิอุส เป็นต้นคิดร่วมกับสมาชิกสภาซีเนท 60 คน
มือสังหารซีซาร์ชื่อคัสกา เดินอ้อมหลังซีซาร์ขณะเดินเข้าสภาและกระโดดถีบ เอ๊ยไม่ใช่ จ้วงแทงทางข้างหลังซีซาร์จากนั้นผู้คนในสภาก็รุมกันเข้ามาแทงซีซาร์จนตาย
ก่อนตายซีซาร์หันไปเห็นบรูตุสเพื่อนรักเข้ามารุมแทงด้วย จึงมีประโยค (โด่งดัง) สุดท้ายในชีวิตว่า...El tu, Brule เจ้าด้วยรึนี่บรูตุส
ซีซาร์ถูกแทงไป 23 แผล ตายแหงแก๋อยู่แล้ว สภาเซเนทก็แต่งตั้งมาร์คุส อันโตนิอุสเป็นผู้นำแทน แน่นอนท่านผู้นำก็ประกาศนิรโทษกรรมแก่ฆาตกรทั้งหลาย (คุ้นๆ แฮะ) แต่สุดท้ายเพื่อนรักของซีซาร์ทั้งสองคนถูกประชาชนที่รักซีซาร์กดดันจนต้องฆ่าตัวตาย
คุณนิติภูมิจบคอลัมน์ว่า..ท่านเห็นตัวอย่างอย่างนี้แล้ว ยังจะคิดสังหารกันไปอีกทำไม การสังหารผู้นำที่มีแต่คนรักคนชอบ บั้นปลายท้ายที่สุด ประชาชนจะกดดันให้ท่านเป็นผู้ฆ่าตัวตาย
ผมว่าเรื่องนี้จะมีปัญหาก็ตรง "ผู้นำที่มีแต่คนรักคนชอบ" นี่แหละ
แต่เดี๋ยวจะเถียงกันไม่เลิก
ผมก็ต้องจบเอนทรีนี้ว่า
El tu, Nitipoom เจ้าด้วยรึนี่, นิติภูมิ
ทำไมตัวหนังสือมันเล็กจังอะ
ปวดลูกะตานะนี่
#1 By ลูกสาวเจ้าพ่อ (125.27.229.5) on 2008-07-29 21:57