รอยเท้าที่หลงรอย
posted on 02 Dec 2008 17:44 by born2be-me in Fictions
บนทางที่ห่างไกล มีไฟปรากฎขึ้นสองจุดแล้ว
นั่นเป็นไฟจากโคมสองดวง
โคมที่ถูกยกชูสูง
โคมเป็นสีเหลืองทอง ใช้ไม้ไผ่เล็กละเอียดผูกชูไว้จนสูงยิ่ง
ใต้แสงโคมสีทอง พอเห็นคนที่ชูโคมก็สวมอาภรณ์สีทอง กระทั่งใบหน้าพวกมันก็ถูกแสงโคมไฟลูบไล้จนเป็นสีเหลือง
เหลืองอย่างลี้ลับ เหลืองจนน่าสะพรึงกลัว!
..........
แลเห็นที่หลังโคมสีทองสองดวง ยังมีโคมอีกสองดวงทิ้งระยะห่างกันประมาณหกวา
ในระหว่างสองโคมหน้ากับสองโคมหลัง ยังมีอีกสองคน
สองคนนี้ หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง แม้เดินเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่ก้าวยาวอย่างยิ่ง
ทั้งสองต่างมีรูปกายสูงอย่างยิ่ง สวมเสื้อยาวสีทอง คนหน้าชายเสื้อยาวอย่างยิ่ง ยาวจนแทบคลุมหลังเท้า แต่ยามเดินชายเสื้อกลับไม่พลิ้วขึ้นเลยสักน้อยนิด
คนเดินหลังชายเสื้อสั้นอย่างยิ่ง เพียงถึงหัวเข่าเท่านั้น
ศีรษะของทั้งสองต่างสวมกุยเล้ยปีกกว้าง ดึงหรุบลงเสมอคิ้ว ดังนั้น มาตรว่าแสงโคมสว่างอย่างยิ่ง ยังคงไม่อาจเห็นโฉมหน้าแท้จริงของพวกมันได้
คนเดินหน้าตัวเปล่า ไม่มีอาวุธใดๆ
คนเดินหลังกลับมีกระบี่อยู่ที่เอวเล่มหนึ่ง
กระบี่ที่ออกจากฝักแล้ว!
ลี้คิมฮวงพลันพบเห็น ลักษณะการเสียบกระบี่ของคนผู้นี้ผิดกับอาฮุยไม่มากนัก เพียงแต่ว่า อาฮุยเสียบกระบี่อยู่ที่กึ่งกลางสายรัดเอว ด้ามกระบี่อยู่ทางขวามือ
คนผู้นี้กลับเสียบกระบี่อยู่ด้านขวาของสายรัดเอวด้ามกระบี่มาทางซ้าย
หรือมันถนัดซ้าย?
ลี้คิมฮวงต้องขมวดคิ้วแล้ว
ลี้คิมฮวงไม่ปรารถนาจะเผชิญคู่มือที่ถนัดซ้ายโดยเฉพาะมือกระบี่!
เนื่องเพราะใช้มือซ้ายถือกระบี่ เพราะกระบี่จะต้องเป็นตรงกันข้ามกับคนอื่นๆ กระบวนท่าก็ยิ่งกราดเกรี้ยวพิสดาร พลิกแพลงซับซ้อน ยิ่งยากจะต่อต้านกำจัด
และกระบี่ออกจากฝักแล้ว ลงมือยิ่งต้องรวดเร็วกว่าธรรมดา
นี่คือความชำนาญของการคลุกคลีมานานปี เพียงมองปราดแรกก็ดูออก มันคือคู่มือที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง
แต่ที่ซุนเซี่ยวอั้งสนใจสังเกต กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทั้งสองเดินกันช้าอย่างยิ่ง ก้าวยาวอย่างยิ่ง ดูแล้วไม่ผิดกว่าคนธรรมดาที่เดินทางเลย แต่มิทราบเป็นเพราะเหตุใด นางมักรู้สึก การเดินของทั้งสองออกจะพิเศษกว่าธรรมดาบ้าง
นางสังเกตอยู่เนิ่นนาน จึงพบเห็นเป็นเพราะสาเหตุใด
หากสองคนธรรมดาร่วมเดินทาง ฝีเท้าจะต้องพร้อมกันแน่นอน
แต่การเดินของสองคนนี้กลับพิเศษอย่างยิ่ง แต่ละก้าวของคนหลังที่เหยียบลง จะต้องพอดีอยู่ในระหว่างกลางก้าวแรกกับก้าวที่สองของคนหน้าเสมอไป
เท้าทั้งสี่นี้ ดูไปแล้วคล้ายดั่งงอกอยู่บนร่างคนผู้เดียวก็ปาน
..........
ปกติที่ทั้งสองเดินทางก็ได้ฝึกการผสานอันพิสดารเยี่ยงนี้ หากทั้งสองร่วมมือต่อสู้กับศัตรู ในระหว่างกระบวนท่าต่อกระบวนท่า จะต้องยิ่งผสานกันจนเลิศพิสดารกว่านี้แน่นอน!
ลำพังเพียงเซียงกัวกิมฮ้งคนเดียว นับเป็นสุดยอดฝีมืออันดับหนึ่งของบู๊ลิ้มยุคนี้อยู่แล้ว หากเพิ่มจิ้นบ้อเมี่ยอีกคน ยังจะทนทานได้อย่างไร?
หัวใจของลี้คิมฮวงกำลังหดลงทีละน้อย
..........
..........
..........
แสงอาทิตย์ปลายฤดูชิวเทียน คล้ายเป็นสตรีที่แก่ชรา ไม่อาจมีความร้อนแรงกระตุ้นผู้คนอีกแล้ว
ทั้งสองยังคงเดินหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง เดินไปเดินไป....จิ้นบ้อเมี่ยพลันรู้สึกจังหวะฝีเท้าของเซี่ยวกัวกิมฮ้งแปรเปลี่ยนไปแล้ว!
จิ้นบ้อเมี่ยไม่มีปัญญาผสานกับมันได้อีกแล้ว!
เซี่ยวกัวกิมฮ้งมิได้เร่งเร็วกว่าเดิม แต่มิทราบเป็นเพราะเหตุใด ระยะของทั้งสองกับยิ่งทอดห่างยิ่งนานยิ่งไกล...
ฝีเท้าจิ้นบ้อเมี่ยชะลอช้าลงทีละน้อย ในที่สุดก็หยุดลง
..........
(ฤทธิ์มีดสั้น : สำนวนแปล ว.ณเมืองลุง)
คัดลอกมาบันทึกไว้
ณ วันที่มิทราบเป็นเพราะเหตุใด ระยะของทั้งสองกับยิ่งทอดห่างยิ่งนานยิ่งไกล...
ผู้ใดเป็นเป็นเซี่ยงกัวกิมฮ้ง?
ผู้ใดเป็นจิ้นบ้อเมี่ย?
#1 By bu on 2008-12-02 17:49